inskru

เคล็ดลับครูประจำชั้น ดูแลเด็กเฉื่อย ประจำห้อง

1
1
ภาพประกอบไอเดีย เคล็ดลับครูประจำชั้น ดูแลเด็กเฉื่อย ประจำห้อง

คุยกับคุณนีท-เบญจรัตน์ จงจำรัสพันธ์ นักจิตวิทยาเด็กและวัยรุ่น

สวัสดีค่ะ คุณครูประจำชั้นทุกคน~

วันนี้นีทจะชวนคุณครูมาสำรวจกันค่ะว่า ในห้องของเรามี ‘เด็กเฉื่อย’ หรือเด็กนักเรียนที่มี ‘พฤติกรรม passive’ หรือไม่นะคะ โดยนีทขอเล่าก่อนว่า เจ้าพฤติกรรม passive นั้นคืออะไร


ทำความรู้จักกับเด็กเฉื่อยประจำห้อง

เด็กเฉื่อย หรือเด็กนักเรียนที่มีพฤติกรรมค่อนข้างเชื่องช้า ขี้กลัว เขินอาย ไม่อยากทำกิจกรรมอะไร ไม่สนใจจะเข้าไปสานสัมพันธ์กับกลุ่มเพื่อน เวลามีกิจกรรมอะไรในโรงเรียนก็ไม่อยากจะร่วมมือด้วย จนอาจจะทำให้คุณครูรู้สึกเป็นห่วง และอยากทำความเข้าใจและดูแลเด็กกลุ่มนี้มากขึ้น


ซึ่งพฤติกรรมที่เรียกว่า ‘เด็กเฉื่อย’ นั้น ในวันนี้เราจะใช้แทนคำว่า ‘พฤติกรรมแบบ passive’ ซึ่งนีทอิงมจากนิยามของ Marzano (2003) นะคะ ซึ่งเขาบอกไว้ว่า 

การที่เด็กคนหนึ่งจะไม่ชอบข้องเกี่ยวกับสภาพแวดล้อม เช่น เพื่อน กิจกรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัว เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงประสบการณ์หรือผลลัพธ์เลวร้ายที่อาจจะเกิดขึ้น “

โดย Marzano เขาก็ได้บอกเพิ่มเติมว่า เจ้าพฤติกรรม passive ของเด็ก ๆ มันก็สะท้อนถึงคุณลักษณะความกลัวของเด็ก ๆ ไว้ด้วยกันอยู่ 2 หัวข้อ คือ การกลัวในเรื่องความสัมพันธ์ และการกลัวที่จะล้มเหลว

เด็กที่กลัวในเรื่องความสัมพันธ์นั้น เขามักจะ ไม่ค่อยชอบคุยกับใคร ไม่อยากมีปฏิสัมพันธ์กับใครเท่าไร ดูขี้อาย พยายามทำตัวล่องหน โดยสาเหตุที่พวกเขามีพฤติกรรมแบบนี้ มันอาจจะมาจากการที่เขากลัวการถูกปฏิเสธ การไม่ยอมรับจากกลุ่มก็เป็นได้


💕 ตัวอย่างนักเรียนที่กลัวความสัมพันธ์

นักเรียน A ที่เป็นเด็กผู้หญิง เขาเป็นคนที่ชอบอนิเมะมาก แต่ว่ากลุ่มที่เขาอยู่ด้วยนั้นเป็นกลุ่มที่ไม่ได้สนใจอนิเมะ เพราะกลุ่มนั้นเขาสนใจศิลปินเกาหลีมากกว่า เวลาที่นักเรียน A อยู่ในกลุ่ม เขาก็จะรู้สึกว่าตนเองถูกเพิกเฉยและไม่ได้รับการยอมรับจากกลุ่ม โดยจริง ๆ ตัวเขาก็อยากจะเปลี่ยนกลุ่ม ก็มันดูเหมือนเปลี่ยนได้ยาก เพราะเพื่อนในห้องเขามีกลุ่มที่ชัดเจน การจะย้ายกลุ่มก็เป็นไปได้ยาก และเขาก็กลัวว่าเพื่อนกลุ่มใหม่จะไม่รับเขาเข้ากลุ่มอีก สุดท้ายเขาเลยไม่ค่อยยุ่งกับใคร


😢 ตัวอย่างนักเรียนที่กลัวความล้มเหลว

เด็กที่กลัวล้มเหลวนั้น เขามักจะคิดว่าตนเองไม่น่าจะทำสิ่งนี้สำเร็จหรอก เลิกทำอะไรง่าย ๆ เพราะกลัวทำไม่ได้ ผิดหวังกับตนเองง่าย รวมไปถึงมักจะชอบพูดถึงตนเองในด้านลบ โดยที่พวกเขาเป็นแบบนี้อาจจะเป็นเพราะ กลัวการโดนต่อว่า การโดนหัวเราะเยาะ การดูถูกที่เขาทำไม่ได้ เช่น

นักเรียน B เป็นเด็กผู้ชาย ใส่แว่น ตัวเล็ก แม้ว่าหน้าตาจะไม่ได้เรียกว่าหล่อ (ตามมาตรฐานสังคม) แต่ก็ร้องเพลงเก่ง เขาก็อยากไปลองไปประกวดร้องเพลง แต่ว่าเขาก็ไม่ได้สมัครไป เพราะเขาก็กลัวเสียงจากสังคมว่า เขาไม่เหมาะสม หรือถ้าแพ้จะโดนคนหัวเราะเยาะ หรือพูดว่า เสียงก็กลาง ๆ หน้าตาก็ไม่ดีก็คงไม่ได้รางวัลหรอก

เมื่อได้เห็นตัวอย่างนักเรียนทั้งสองกลุ่ม นักเรียนในห้องของคุณครูมีพฤติกรรม Passive แบบนี้บ้างไหมคะ?

เมื่อเราเจอเด็กที่มีพฤติกรรม Passive เราจะช่วยเหลือเด็ก ๆ ได้อย่างไร นีทขอแนะนำ 2 กิจกรรมดังนี้ค่ะ


2 กิจกรรมที่ช่วยดูแลเด็ก ๆ ที่มีพฤติกรรม Passive

🔎 กิจกรรมที่ 1 Hobby time

Hobby time เป็นกิจกรรมที่ช่วยปรับเรื่อง “กลัวความสัมพันธ์” ได้ค่ะ โดยนีทมองว่าหลายครั้งเด็ก ๆ อาจจะกลัวการไปคุยกับเพื่อนใหม่ กลัวว่าเพื่อนจะไม่ยอมรับในสิ่งที่เราชอบ ดังนั้น Hobby time นี้จะเป็นกิจกรรมที่ค่อย ๆ พาเด็กไปคุยกับเพื่อนใหม่ได้ง่ายขึ้น และค่อย ๆ ค้นหาคนที่ชอบเหมือน ๆ กัน ผ่านงานอดิเรกหรือสิ่งที่ชอบเพราะการที่คนเราชอบอะไรเหมือน ๆ กัน จะช่วยทำให้ระดับความสนิทนั้นเพิ่มมากขึ้น โดยเราจะมีวิธีการเล่น 2 ระดับ

ระดับที่ 1 Silent

ในระดับนี้จะเป็นระดับแรกที่เราจะพาเด็ก ๆ มารู้จักกันผ่านการไม่พูดในหัวข้อที่หลากหลาย เช่น อาหารที่ชอบ สถานที่ที่ชอบไปเที่ยว อนิเมะ ซีรีส์ที่ชอบดู สีที่ชอบ ลักษณะเพลงที่ชอบ

วิธีการเล่น

  1. ให้คุณครูแปะหัวข้อที่จะพูดถึงกันไว้ที่บอร์ดใดบอร์ดหนึ่งในห้องเรียน เช่น “อาหารที่ชอบ”
  2. มีเวลา 3 วัน ให้เด็ก ๆ ไปเขียนสิ่งที่ชอบที่บอร์ดนั้น โดยให้เขียนเป็น “สิ่งที่ชอบคือ …โดย …”
  3. มีเวลา 2 วัน ให้เด็ก ๆ ไปหาว่าใครที่ชอบเหมือนเราบ้าง
  4. (อาจจะเป็นคาบ Homeroom) ที่คุณครูจะให้เด็ก ๆ ที่ชอบเหมือนกันมาคุยกันผ่านการหากันให้เจอ แล้วจับมือ หรือการเขียนถาม-ตอบ เป็นคำถามสั้น ๆ 1 คำถามในรอบแรก

โดยในครั้งต่อไป คุณครูสามารถเพิ่มจำนวนคำถามให้เด็ก ๆ ได้พูดคุยกันมากขึ้นได้ ซึ่งการใช้วิธีการ ถาม-ตอบ ผ่านการเขียนนั้น จะช่วยลดภาระและความกลัวในการสื่อสารของเด็กที่มีพฤติกรรม passive ได้บ้าง

ระดับที่ 2 Voice

ในระดับที่ 2 นี้ จะเป็นการฝึกให้เด็ก ๆ ได้เริ่มพูดคุยกันมากขึ้น ซึ่งวิธีการเล่นนั้นจะเหมือนแบบระดับที่ 1 เลย เพียงแต่ว่าปรับให้วิธีการสื่อสารจากการใช้ท่าทางหรือการเขียนมาเป็นการพูดคุยกัน ซึ่งนีทมองว่าการที่เรามีหลายระดับ โดยไม่ใช่การเล่นแบบการบังคับให้พูด จะเป็นสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อเด็กที่ขี้อาย หรือไม่ค่อยกล้าสื่อสารกับเพื่อน

🔎 กิจกรรมที่ 2 บันทึกผู้ (...)

บันทึกผู้ (...) เป็นกิจกรรมที่ช่วยปรับเรื่อง “กลัวความล้มเหลว” ค่ะ โดยนีทมองว่าความจริงเราทุกคนก็มีความกลัวที่จะผิดพลาดกันอยู่แล้ว ซึ่งกิจกรรมนี้จะเป็นกิจกรรมที่น่าจะช่วยให้เด็ก ๆ นั้นมาเข้าใจความกลัวของตนเอง แล้วค้นหาวิธีการที่เราจะจัดการกับมันค่ะ โดยกิจกรรมมีหน้าตาแบบนี้เลย

โดยวิธีการเล่น เราจะแบ่งกระดาษออกเป็น 3 ส่วนดังภาพและเริ่มทำไปที่ละหน้านะคะ หน้าไหนที่ยังไม่ได้ใช้ให้พับปิดไปก่อน ซึ่งเราจะเริ่มต้นจากที่หน้า “ฉันกลัวที่จะล้มเหลวเรื่อง” โดยกิจกรรมนี้คุณครูน่าจะทำเป็นตัวต่อตัวนะคะ เพราะเราจะได้มีเวลาคุยกับเด็ก และช่วยเด็ก ๆ คิดหาทางออกในหน้าสุดท้ายค่ะ ลองดูตัวอย่างนะคะ

(1) ฉันกลัวที่จะล้มเหลวเรื่อง การไปแข่งขันวิทยาศาสตร์ระดับจังหวัด

(2) ทำไมเราถึงกลัวขนาดนั้น

  1. กลัวครูและเพื่อนจะผิดหวัง และต่อว่าเรา หรือบอกว่า “รู้งี้ส่งคนอื่นไปแข่งแทนดีกว่า”
  2. กลัวว่าจะมีคนอื่นที่เก่งกว่าเรามาก ๆ

(3) พิชิตอย่างไรดี

  1. การที่เรากลัวว่าครูหรือเพื่อนจะผิดหวัง มันเป็นความจริงหรือเปล่านะ ลองไปถามครูเพื่อให้เข้าใจในสิ่งที่คุณครูคิดดีไหม เพราะบางทีเราอาจจะคิดเองก็ได้นะ
  2. อือ ๆ มันก็อาจจะมีคนที่เก่งกว่าเราก็ได้ แล้วเราจะพัฒนาตนเองอย่างไรดีล่ะ? เช่น อ่านวิทยาศาสตร์ให้มากขึ้น ขอให้ครูช่วยติวเรื่องการทำการทดลองดีไหม?

นอกจากนี้ หลังจากที่คุณครูคุยกับเด็ก ๆ เสร็จตาม 3 ข้อนี้แล้ว นีทมองว่าหลังจากเหตุการณ์นั้นจบลง เราอาจจะเรียกเด็กคนนั้นมาคุยอีกครั้งหนึ่ง เพื่อช่วยเยียวยาใจของเขา และลองให้เขามองเห็นสิ่งที่ตนเองได้เรียนรู้จากเหตุการณ์นั้นนะคะ


ครูประจำชั้นกับหน้าที่กาวประสานความสัมพันธ์

คุณครูหลายคนอาจจะมองว่าเด็กที่มีพฤติกรรม passive นั้นเป็นเด็กที่เก็บตัว ไม่พูดไม่จา หรือว่าไม่อยากคบหากับใคร แต่ในใจลึก ๆ ของเด็กเหล่านั้น อาจจะมีบางคนที่ต้องการ “กาวประสานความสัมพันธ์” ระหว่างตัวเขากับเพื่อน ๆ หรือตัวเขากับสิ่งใหม่ ๆ และคิดว่ากิจกรรมเหล่านี้จะช่วยทำให้คุณครูประจำชั้นสามารถดูแลเด็ก ๆ กลุ่มนี้ได้อย่างดีเลยล่ะ

ใครที่ลองนำกิจกรรมไปใช้แล้ว อย่าลืมมาบอกพวกเราด้วยน้าาาา~


อ้างอิง

Marzano, R. J., & Marzano, J. S. (2003). The key to classroom management. Educational leadership, 61(1), 6-13.

ไอเดียนี้เป็นไงบ้าง?

1
ได้แรงบันดาลใจ
1
ลงไอเดียอีกน้า~
avatar-frame
แบ่งปันโดย
insinsKru
insKru Official Account เราจะคอยผลักดันและเชิญชวนคุณครูมาร่วมสร้างสรรค์ไอเดียการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาการศึกษาไทยต่อไป

อยากร่วมแลกเปลี่ยน?

please login

แสดงความเห็นกับสมาชิกใน insKru

เก็บไอเดียไว้อ่าน และอีกมากมาย

icon-please-commentมาเป็นคนแรกที่แลกเปลี่ยนสิ!
credit idea

ได้แรงบันดาลใจเต็มๆ เลยใช่มั้ย?
บันทึกแรงบันดาลใจที่ได้รับเก็บไว้ไม่มีลืมผ่านการเขียนไอเดียเลย!

ไอเดียน่าอ่านต่อ