
🤔“ถ้าปล่อยให้เด็กเล่น เด็กซนแบบนี้เด็ก ๆ จะเกิดการเรียนรู้อะไรขึ้นบ้างหรือไม่นะ”คำถามที่อาจเกิดขึ้นกับคุณครูที่ดูแลเด็ก ๆ ปฐมวัยจากการต้องออกแบบประสบการณ์การเรียนรู้และอาจถูกเพ่งเล็งจากเหล่าคุณครูคนอื่น ๆเมื่อต้องปล่อยให้เด็ก ๆ เล่นกันตามพัฒนาการ
.
แต่คุณครูไม่ต้องเป็นกังวลไป เพราะวันนี้OKMD และ insKru ได้ร่วมกันนำเสนอส่วนหนึ่งจาก Webinar กล้าเล่น กล้าLearnที่เพิ่งจัดเมื่อไม่นานนี้ เพื่อช่วยคลี่คลายความกังวลใจของคุณครูในคอนเทนต์นี้ ติดตามดูกันได้เลย !
🤔“ถ้าปล่อยให้เด็กเล่น เด็กซนแบบนี้เด็ก ๆ จะเกิดการเรียนรู้อะไรขึ้นบ้างหรือไม่นะ”คำถามที่อาจเกิดขึ้นกับคุณครูที่ดูแลเด็ก ๆ ปฐมวัยจากการต้องออกแบบประสบการณ์การเรียนรู้และอาจถูกเพ่งเล็งจากเหล่าคุณครูคนอื่น ๆเมื่อต้องปล่อยให้เด็ก ๆ เล่นกันตามพัฒนาการ
😍แต่รู้หรือไม่ว่า โลกแห่งการเรียนรู้ของเด็กวัย 2-5 ปีหรือก่อนเข้าสู่ชั้นประถมศึกษาถือเป็นช่วงเวลาที่พิเศษในการเสริมสร้างและกระตุ้นพัฒนาการสมองได้อย่างดีเยี่ยมความโดดเด่นของเด็กในวัยนี้ คือความคิดสร้างสรรค์ ความมีเสรีภาพ และความมีชีวิตชีวา
.
เมื่อคุณครูเข้าใจความโดดเด่นในตัวเด็กและเข้าใจว่าสมองของเด็กมีการเรียนรู้แบบไหนคุณครูจะสามารถออกแบบเครื่องมือและประสบการณ์การเรียนรู้ ให้สอดคล้องกับธรรมชาติการเรียนรู้ของสมองได้ดีมากขึ้นซึ่งหนึ่งในเครื่องมือที่ว่าก็คือ “การเล่น” นั่นเอง
.
Maria Montessori ผู้คิดค้นการศึกษาแนวใหม่กล่าวว่า“Play is the work of the child”หรือกล่าวได้ว่า “การเล่นคืองานของเด็ก”ประโยชน์ของการเล่นจึงช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตตามธรรมชาติของเด็ก ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และสติปัญญาเด็ก ๆ จึงเกิดการเรียนรู้ตามวัยที่ควรจะเป็น
.
นอกจากนี้ประโยชน์อีกข้อหนึ่งที่น่าสนใจจากครูเทียม นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านปฐมวัยจาก สสวท. กล่าวว่า “การเล่นบอกนิสัยและความชอบของเด็ก ๆ ในอนาคตได้ คุณครูอาจจะลองสังเกตว่า ถ้าเด็กคนนี้ชอบเล่นประมาณนี้ เขามีแนวโน้มที่จะเก่งหรือมีศักยภาพในด้านใดต่อไป"
.
อย่างเช่น เมื่อตอนเด็ก ๆ ชอบเล่นขายของด้วยความชอบนี้อาจทำให้เกิดความถนัดวิชาคณิตศาสตร์จากการคิดราคา และมีทักษะความกล้าแสดงออกจากการขายของได้นั่นเอง
🧠แล้วเราจะทำอย่างไรให้เด็ก ๆ เกิดการเรียนรู้แบบนั้นได้กันนะ ?คุณอ้อ อารีย์รัชต์ ชวกาญจนกิจ - ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมนวัตกรรมการเรียนรู้ OKMD ได้อธิบายถึงหลักการ Brain - based Learning (BBL)ว่าการพัฒนาสมองมีองค์ประกอบอยู่ 3 ส่วน คือ
1.เซลล์สมอง มาจากพันธุกรรม
2. ประสบการณ์ ซึ่งมาจากประสบการณ์การเรียนรู้
สมองจึงเกิดการสร้างวงจรของการเรียนรู้ได้
และ 3. การเลี้ยงดู จากการดูแลทั้งด้านร่างกายและจิตใจ
.
ทุกองค์ประกอบมีความสำคัญต่อการดูแลสมองในเด็กเล็ก สิ่งที่คุณครูสามารถช่วยเหลือเด็กได้ คือ
.
“ประสบการณ์” การเรียนรู้ของเด็กในช่วงวัยนี้ทำได้ด้วยการบูรณาการ Play - based Learning (PBL)ประยุกต์เข้ากับการเรียนการสอนแบบดั้งเดิมเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์ มีความสุข และผ่อนคลาย ช่วยสร้างวงจรการจำที่ดีให้กับเด็ก แม้ไม่ได้ตั้งใจก็ตาม หากวันใดวันหนึ่งเจอชุดประสบการณ์นี้อีกครั้ง เด็กจะเรียนรู้ได้อัตโนมัติ
.
เรามาดูตัวอย่างรูปแบบการเล่น ที่ถูกหยิบยกมานำเสนอใน Webinar ครั้งนี้ดีกว่า เผื่อคุณครูจะปิ๊งไอเดียนำไปปรับประยุกต์ใช้ในห้องเรียนของตัวเองได้
💪ตัวอย่างหลักการเล่น 4 แบบ ที่สัมพันธ์กับการพัฒนาสมอง แบ่งตามพัฒนาการและดูว่ามีคนเล่นกับเด็กด้วยหรือไม่ ดังนี้
วิธีแรก Functional Play การเล่นที่ใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก มัดใหญ่ ประสาทสัมผัส
.
เช่น นำเอาบริบทของโรงเรียนที่น้ำท่วมบ่อยครั้ง มาสอนให้เด็ก ๆ ช่วยเหลือตัวเองผ่านการว่ายน้ำในสระน้ำเป่าลม ไอเดียของคุณครูแบงค์ทำให้เด็กสนุกสนานและได้พัฒนากล้ามเนื้อมัดใหญ่มากขึ้น รวมทั้งยังได้เรียนรู้วิธีการเอาตัวรอดไปในตัวด้วย
📦วิธีที่ 2 Constructive Play การเล่นที่ใช้สื่ออุปกรณ์ต่าง ๆ นำมาทำเป็นโครงสร้าง
เช่น Not Trash but Treasure - กิจกรรมที่นำเอาขยะในโรงเรียน อย่าง ลังกระดาษ หลอด แผงไข่ไก่ มาทำความสะอาดและสร้างของเล่นใหม่ตามอิสระของตนเอง เช่น เรือ บ้าน
.
ไอเดียของคุณครูนกยูงทำให้เด็กได้พัฒนาความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการผ่านของที่มี แบบที่ครูนกยูงกล่าวว่า “Toy don’t need to be expensive” หรือ “ของเล่นไม่จำเป็นต้องราคาแพง”
.
นอกจากนี้ไอเดียนี้ยังมีผลพลอยได้จากการเก็บขยะคือ การรณรงค์เกี่ยวกับเรื่องขยะในโรงเรียนและนำขยะเหล่านั้นไป Reuse ต่อได้อีกด้วย
📚วิธีที่ 3 Game with Rules/Exploratory Play การเล่นของเล่นที่มีกฎกติกา
เช่น Parachute Play - การเรียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษผ่านเพลง ไอเดียของคุณครูนกยูงทำให้เด็กได้เรียนรู้คำศัพท์ใหม่และปฏิบัติตามความหมายของคำศัพท์นั้น ผ่านกติกาที่ครูนกยูงได้กำหนดไว้ให้ทำท่าตามเมื่อพูด Big ให้เด็ก ๆ ถอยตัวไปขยายร่มชูชีพให้ใหญ่เมื่อพูด Small ให้เด็ก ๆ รีบวิ่งปรี่เข้ามา หุบร่มชูชีพให้เล็กลง เป็นต้น
👨🍳วิธีที่ 4 (Socio) Dramatic Play การเล่นเลียนแบบพฤติกรรมรอบตัว ซึ่งมีความสำคัญอย่างมาก เพราะช่วยสร้างการมีจินตนาการรอบตัวเด็ก
เช่น เด็ก ๆ เคยไปร้านหมูกระทะ จึงให้จำลองเป็นพ่อค้าแม่ขาย โดยการจับฉลากบทบาทสมมติของตัวเองเพื่อเล่นตามสถานการณ์นั้น ไอเดียของคุณครูแบงค์ทำให้เด็กได้เรียนรู้บทบาทและหน้าที่ผ่านประสบการณ์ที่ตนเองเคยเจอในชีวิตจริงขึ้นมาทำให้เห็นภาพได้อย่างเต็มที่ แถมสนุกสุด ๆ
🌟จากหลักการเล่นดังกล่าว การจัดประสบการณ์สำหรับเด็ก พื้นที่ในการเรียนรู้ไม่จำเป็นต้อง
อยู่ภายในห้องเรียนเท่านั้น แต่คุณครูสามารถสร้างพื้นที่และร่วมมือกับชุมชนเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้รอบตัวและเรียนรู้สภาพจริง
.
รวมทั้งเด็กควรเรียนรู้จากสิ่งที่ง่ายไปสู่อะไรที่ยากขึ้นเพราะสมองมีวิธีการเรียนรู้อย่างเป็นระบบและมีจังหวะในการเก็บข้อมูลของมันถ้าคุณครูใช้การเล่นที่เหมาะสมกับธรรมชาติการเรียนรู้ของเด็ก และสอดคล้องกับบริบทของแต่ละโรงเรียนคุณครูก็จะสามารถสอดแทรกสิ่งที่ยากขึ้นให้กับเขาได้แบบไม่รู้ตัว
.
ครูนกยูง ฝากปิดท้ายมาด้วยว่า“หากคุณครูคนไหนกลัวหรือไม่กล้าที่จะปล่อยให้เด็กเล่น เพราะจะถูกเพ่งเล็งว่าเราไม่ได้สอนเด็กอยากให้คุณครูมั่นใจได้เลยว่า ทุกการเคลื่อนไหวและการเรียนรู้ในแบบของเขามีผลต่อพัฒนาการทางร่างกาย จิตใจ และสติปัญญาทั้งสิ้นคนที่รู้ดีมากที่สุดคือเราและเด็กเรากำลังทำให้เขาได้เรียนรู้อะไรบางอย่างผ่านการเล่นและความสุขที่อยู่รอบตัวเป็นกำลังใจให้คุณครูปฐมวัยทุกคนนะคะ”
แสดงความเห็นกับสมาชิกใน insKru
เก็บไอเดียไว้อ่าน และอีกมากมาย
ได้แรงบันดาลใจเต็มๆ เลยใช่มั้ย?
บันทึกแรงบันดาลใจที่ได้รับเก็บไว้ไม่มีลืมผ่านการเขียนไอเดียเลย!