inskru

ครูนกยูง: จะมีใครสักคนที่ยืนอยู่ข้างๆ ฉันบ้างไหม

1
1
ภาพประกอบไอเดีย ครูนกยูง: จะมีใครสักคนที่ยืนอยู่ข้างๆ ฉันบ้างไหม

ตลอด 3-4 ปีที่ผ่านมา หากใครติดตามกลุ่ม “ครูปล่อยของ”

และเพจ “InsKru - พื้นที่แบ่งปันไอเดียการสอน” อยู่เป็นประจำ หลายคนอาจคุ้นหน้ากับ ‘ครูนกยูง’

ที่มักมีเรื่องราวไอเดียการสอนเด็กปฐมวัยที่ไม่ธรรมดาจากห้องเรียนของเธอมาแบ่งปันเพื่อนครูอยู่เสมอๆ ด้วยความเชื่อมั่นในตัวเด็ก เธอจึงมักมีกิจกรรมทั้งในและนอกห้องเรียนได้ลงมือไปเผชิญกับสถานการณ์การเรียนรู้เพื่อเอาตัวรอดอย่างจริงจัง เช่น การสอนเด็กว่ายน้ำ รู้จักการลอยตัวในน้ำ การจำลองเมื่อเด็กต้องหลงป่า ที่เหล่าเด็กๆ ต้องก่อไฟให้เป็น และการประทังชีวิตขั้นพื้นฐาน มากไปกว่านั้น ไม่ว่าจะเรื่องการเมือง สงครามความขัดแย้ง จนถึงเรื่อง สิทธิเนื้อตัวร่างกาย ที่หลายคนๆ อาจบอกว่าเป็นเรื่องยาก เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ แต่เธอใช้หนังสือนิทาน สมุดภาพ การลงมือทำ เป็นวิธีการสำคัญให้เด็กได้คิดและแลกเปลี่ยนอย่างมีความหมาย สำหรับเธอแล้ว เด็กทุกคนเริ่มเรียนรู้ได้ตั้งแต่ตอนนี้ ไม่ควรมองมันเป็นเรื่องยากหรือต้องรอคอยให้ถึงเวลา เพราะเรื่องเหล่านี้ ล้วนเป็นสิ่งที่อยู่ในชีวิตและมีผลต่อตัวเขาอยู่แล้ว

จนถึงตอนนี้ เป็นช่วงเวลาก้าวเข้าสู่ปีที่ 6 ของการเป็นครูของนกยูง ในหน้าที่ครูอนุบาล ในโรงเรียนรัฐบาลแห่งหนึ่งทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แต่ถึงอย่างนั้นในปีที่ 6 เธอกลับไม่ได้รู้สึกดีต่อการเป็นครูอย่างที่เป็นมาก่อน หนึ่งสิ่งที่เธอสัมผัสได้คือ ‘การรู้สึกเป็นครูที่ตัวเองไม่ชอบมากขึ้น’ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เธอเห็นว่าสิ่งที่เธอกำลังสอนเด็กในแต่ละปี กลับไม่ใช่เรื่องใหม่อีกต่อไป เป็นเพียงการหยิบบทเรียนที่เธอเคยคิดและออกแบบมาใช้ซ้ำๆ ในทุกปี แม้เด็กจะมีการเปลี่ยนในทุกๆ ปีก็ตาม และกิจกรรมที่ทำก็ดูมีพลังและมีความหมายมากๆ แต่สำหรับเธอ การเป็นครู “ต้องไม่เห็นความเป็นไปได้ในแค่ทางเดียว” ดังนั้นลึกๆ ลงไปในการสอนที่เป็นอยู่มันคือความรู้สึก ‘โกง’ ที่ไม่ได้ทำอะไรใหม่ๆ ขึ้นในห้องเรียน เหมือนกับครูที่เธอไม่ชอบมากขึ้น ที่เขาเหล่านั้นทำสิ่งเดิมซ้ำๆ ไม่เคยเปลี่ยน

“แอบรู้สึกผิดกับนักเรียน เราเหมือนโกงเด็กนิดนึง ที่เราไม่คิดอะไรใหม่ ยกอันเก่าที่เคยทําแล้วคนอื่นบอกว่าดีมาใช้กับเด็กอีกรุ่นนึง

โดยที่ไม่มีการเปลี่ยนมีอะไรเลย ซึ่งรู้สึกผิด ทําไมเด็กไม่ได้อะไรใหม่เลย

ทั้งที่ว่าคนเรียนคือคนใหม่นะ เขาไม่รู้หรอกว่านักเรียนก่อนหน้าก็เรียนแบบนี้ แต่เรามีความรู้สึกผิดว่า เราไม่ทำอะไรใหม่เลยเหรอ”

เอาเข้าจริงๆ ความหมายของการเป็นครูของเธอเอง ไม่เพียงอยู่ในระนาบของการสอนเท่านั้น การทำความเข้าใจโลกเบื้องหลังของเด็กๆ ยังเป็นสิ่งที่เธอเห็นว่าบทบาทครูควรให้ความสำคัญกับมัน ที่ไม่ได้มองปัญหาด้วยการชี้นิ้วโทษไปที่ตัวเด็กและครอบครัว เพราะโลกความเป็นจริง เด็กล้วนอยู่ภายใต้ระบบโครงสร้างบางอย่างที่ทำให้เงื่อนไขชีวิตเขาเป็นเช่นนั้น นกยูงเล่าว่า มุมมองที่เธอตระหนักเรื่องนี้มาจากการเป็นครูในปีแรก ที่เธอถึงกับตกใจเมื่อได้เจอว่าเด็กที่เธอสอน พวกเขาไม่มีชุดใส่มาโรงเรียน เด็กบางคนต้องอยู่ในกระท่อมเล็กๆ อาบน้ำในบ่อ เด็กไม่กินข้าวและโรงเรียนอาจเป็นที่เดียวที่ให้เขาได้กินข้าว มีชีวิตรอด นี่คือโลกความเป็นจริง ที่บอกว่ากับเธอว่า “อย่าคิดว่าเด็กทุกคนพร้อมทุกอย่างในการมาเรียนหนังสือ” และนี่ก็ยังเป็นโลกที่ต่างจากที่เธอเด็กเติบโตมาในครอบครัวครู ที่เธอได้รับการดูแลเป็นอย่างดีจากสวัสดิการราชการครู ลึกลงไปในระยะห่างที่ต่างกัน มันคือโฉมหน้าของความเหลื่อมล้ำและชนชั้นในสังคม

นับตั้งแต่นั้น นกยูงจึงค่อยๆ วางจุดยืนที่จะไม่ตัดสินเด็กคนไหนด้วยการโทษเด็ก แต่จะพยายามจะเข้าใจรับรู้ตัวตนให้มากขึ้น มองออกไปให้กว้างมากขึ้น ไม่เช่นนั้นแล้วครูจะกลายเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ตอกย้ำเด็กให้แย่กว่าเดิม ที่สำคัญครูต้องไม่ใช้ความไม่พร้อมของเด็ก มาเป็นอุปสรรคขวางให้เขาไม่ได้รับการเรียนรู้ ดังในห้องเรียนครั้งหนึ่งที่เธอสอนเกี่ยวกับการปลูกต้นไม้ เธอบอกให้เด็กแต่ละคนตระเตรียมกระถางและอุปกรณ์สำหรับปลูกต้นไม้มาให้พร้อมเพียง แต่ในวันนัดหมาย เด็กแต่ละคนกลับนำมาไม่ครบตามที่เธอต้องการ เธอไม่โกรธโทษเด็ก และรับรู้ดีว่า บางอย่างที่เด็กจะเตรียมมาอาจเป็นเรื่องยากสำหรับเขา (ในมุมของเราอาจคิดว่าก็แค่ไม่กี่อย่างเอง ไปซื้อมาก็จบ) เธอจึงเปลี่ยนบทเรียนให้แต่ละคนมาช่วยกันปลูกแทนที่จะแยกเป็นของใครของมัน เป็นสิ่งที่ครูอย่างเธอพอจะเข้ามาช่วยได้

ถึงแม้เธอจะพยายามสร้างสรรค์ห้องเรียนและเข้าใจเด็กให้ได้มากที่สุด แต่แล้ว ‘ความเหนื่อย’ ได้เป็นสิ่งที่ปรากฏออกมาผ่านร่างกายของเธอ เป็นอีกสัมผัสทางความรู้สึกที่เธอนิยามมัน ด้วยความที่เพื่อนร่วมงานในโรงเรียนไม่ได้ยืนอยู่บนความหมายในแบบที่เธอเป็น โรงเรียนถูกปกคลุมไปด้วยความกลัว พวกเขาไม่กล้าขึ้นมาเปลี่ยนแปลงสิ่งใหม่ให้ต่างไปจากเดิม ไม่ได้พยายามจะเข้าใจนักเรียนอย่างที่ควรจะเป็น แม้เธอพยายามจะสื่อสารให้เห็นถึงความเป็นไปได้ต่างๆ นานา แล้วก็ตาม

สุดท้ายมันไม่เกิดผลใดๆขึ้นเลย มิหนำซ้ำยังทำให้ความสัมพันธ์เธอกับเพื่อนร่วมงานค่อยๆห่างกันมากขึ้น และถูกแทนที่ด้วย ‘ความโดดเดี่ยว’ มากขึ้น จนหนักเข้าเป็นความรู้สึกที่เธอ ‘ไม่อยากไปโรงเรียน’ ไม่อยากตื่นขึ้นไปชีวิตที่เป็นอยู่ “มันไม่ได้รู้สึกเหงานะ แต่ว่าเป็นความรู้สึกโดดเดี่ยว” เธอกล่าว ซึ่งความแปลกแยกที่เกิดขึ้นกับตัวเธอต่อการทำงาน ได้ทำให้เธอหันมา ‘ฮีลใจตัวเอง’ จากพื้นที่นอกโรงเรียน ที่จะทำให้เธอรู้สึกได้คุยและสื่อสารกับคนที่เชื่อในแบบเดียวกับเธอ และค่อยๆ ‘ปลง’ กับความคาดหวังที่อยากจะเห็นการเปลี่ยนแปลงในโรงเรียน ไม่เช่นนั้นแล้วยิ่งคาดหวังมาก ก็ยิ่งเป็นการโทษตัวเองมากขึ้นตามไปด้วย

หากอะไรคือความหวังเล็กๆ ที่เธอรอคอยหลังจากนี้ นั่นคือ

‘เพื่อนร่วมงานสักคนที่เป็นเหมือนกับเธอ ที่พร้อมจะสร้างการเปลี่ยนแปลงไปด้วยกัน’

บทสัมภาษณ์นี้ เป็นส่วนหนึ่งของซีรีส์บทสัมภาษณ์ชุด “จากวันนั้น เมื่อฉันเป็นครู“ รวมเรื่องราวของครูรุ่นใหม่ ภายหลังจากการทำงานในระบบการศึกษา 4-6 ปี ชีวิตการเป็นครูของพวกเขาในตอนนี้ กำลังเผชิญกับอารมณ์ ความรู้สึกแบบใด เขามองเห็นตัวเองอย่างไร ได้เรียนรู้อะไรจากประสบการณ์ ความคิดและความฝันของเขาและเธอยังคงเหมือนเดิมหรือคลี่คลายไปแบบใดบ้าง ซึ่งในบทสัมภาษณ์นี้ประกอบด้วย 5 เรื่องราวจากครู 5 คน ที่จะมาบอกเล่าช่วงจังหวะชีวิตที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เชื่อมกับความทรงจำในอดีตที่ผ่านมา และความใฝ่ฝันถึงอนาคตหลังจากนี้ ผู้เขียนหวังว่าเรื่องราวทั้ง 5 ตอนในบทสัมภาษณ์ชุดนี้ จะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เพื่อนครูที่ได้อ่าน กลับมาสำรวจ ตั้งคำถาม และทบทวนนิยามความเป็นครู ปรัชญาการสอน จุดมุ่งหมายของการทำงานด้านการศึกษา และปัญหาเชิงโครงสร้าง ผ่านประสบการณ์ที่เรากำลังเผชิญหรือวันวานที่เดินผ่านมา

ผู้เขียน: ครูพล-อรรถพล ประภาสโนบล

Teacher Storyจากวันนั้นเมื่อฉันเป็นครู

ไอเดียนี้เป็นไงบ้าง?

1
ได้แรงบันดาลใจ
1
ลงไอเดียอีกน้า~
default-avatar
แบ่งปันโดย
insKru
insKru Official Account เราจะคอยผลักดันและเชิญชวนคุณครูมาร่วมสร้างสรรค์ไอเดียการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาการศึกษาไทยต่อไป

อยากร่วมแลกเปลี่ยน?

please login

แสดงความเห็นกับสมาชิกใน insKru

เก็บไอเดียไว้อ่าน และอีกมากมาย

icon-please-commentมาเป็นคนแรกที่แลกเปลี่ยนสิ!
credit idea

ได้แรงบันดาลใจเต็มๆ เลยใช่มั้ย?
บันทึกแรงบันดาลใจที่ได้รับเก็บไว้ไม่มีลืมผ่านการเขียนไอเดียเลย!

ไอเดียน่าอ่านต่อ