วันพุธที่ 24 เมษายน 2567 เวลา 10.00-12.00 น. ครูจุ๊ย-กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ เปิด Demo Class จำลองห้องเรียนปฐมวัยเชิงบวก เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม insKru Festival 2024 ตอน กล้าที่จะLearn

ครูจุ๊ยเริ่มต้นชวนคุยด้วยคำถามว่า “ประโยคแบบไหนที่คุณครูคิดว่า ไม่น่าพูดออกไปเลย” คำตอบจากคุณครูผู้เข้าร่วมมีดังต่อไปนี้
“อย่าทำแบบนี้”
“หยุดนะ”
“ดูสิ เพื่อนทำได้แล้วนะ แล้วหนูล่ะ”
“ถ้าทำได้แค่นี้กลับบ้านไปเลี้ยงควายเถอะ”
“ทำไมไม่นำของที่สั่งมาล่ะคะ”
“หยุดเดียวนี้ อย่าเสียงดัง ! ”
“หยุด อย่านะ! “
“เงียบๆ หน่อย”
จะเห็นได้ว่าคำ หรือประโยคที่คุณครูเสียใจที่พูดออกมา ล้วนแต่เป็นแนวคำสั่ง คำเหล่านี้หลายครั้งหลายคนคุณครูรู้ดีว่าไม่โอเคที่จะใช้พูดกับเด็กๆ แต่ก็เผลอพูดออกไป เพราะในกระบวนการเรียนรู้ของคุณครูเองก็ถูกหล่อหลอมมาแบบนี้เช่นเดียวกัน
ในเมื่อเราทุกคนรู้ดีว่าเราต่างมีอคติอยู่ไม่มากก็น้อย การสื่อสารออกไปอย่างรู้เท่าทันความคิด ความรู้สึกของตัวเองจะเป็นตัวช่วยสำคัญที่ทำให้เด็กๆ ไม่รู้สึกว่ากำลังถูกตัดสิน เพราะเด็กเล็กซึมซับอวัจนภาษาไวมาก โดยไม่รู้ตัว สายตา ท่าทาง น้ำเสียง คำพูดคำเดียวกัน สื่อสารออกมาได้หลายแบบ หลายความหมาย การระมัดระวังในการแสดงออกจึงเป็นสิ่งสำคัญที่เราอยากให้คุณครูปฐมวัยลองปรับ ลองเปลี่ยนเพื่อสร้างห้องเรียนเชิงบวกไปด้วยกัน
4 คำเจ้าปัญหา
- ทำไม : หากคุณครูไม่ได้อยากรู้เหตุผลจริงๆ ไม่ควรใช้คำนี้ เพราะบางครั้งการถามว่า “ทำไมเธอทำแบบนี้” จุดประสงค์ที่แท้จริงเป็นไปเพื่อการตำหนิ ทำให้เด็กเล็กรู้สึกสับสน ตอบไม่ได้ แต่หากคุณครูอยากจะรู้จริงๆ น้ำเสียง ท่าทางการพูดที่แสดงออกมาเด็กจะรับรู้ได้ ว่าคุณครูอยากให้เด็กเล่าให้ฟัง เช่น เมื่อนักเรียนลืมนำของบางอย่างมา คุณครูอาจจะใช้คำถามว่า “เกิดอะไรขึ้น เล่าให้คุณครูฟังหน่อยได้ไหม”
- ห้าม อย่า ไม่ : ในแต่ละวันเด็กเล็ก ๆ ต้องฟังคำสั่งเยอะมาก ได้ยินแล้ว แต่ยังไม่เข้าใจคำสั่งเหล่านี้ที่เป็นนามธรรม เด็กเข้าใจสิ่งที่จับต้องได้มากกว่า ถ้าจะต้องบอกอะไรกับเด็กๆ ให้บอกสิ่งที่เราอยากให้เด็ก ๆ ลงมือทำ กระตุ้นผ่านการใช้เพลง หลีกเลี่ยงการใช้ประโยคที่มีเชิงขู่ให้กลัว หลีกเลี่ยงการสื่อสารว่าถ้าทำสิ่งนี้ แล้วจะเกิดผลร้ายขึ้นกับเด็ก เพราะจะไปกระตุ้นสมองส่วนที่ตอบโต้ผ่านสัญชาตญาณมากกว่าสมองส่วนหน้าที่ควบคุมการคิด การตัดสินใจ
- ดื้อ ไม่น่ารัก ไม่ดี : คำเหล่านี้เป็นการย้ำพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของเด็ก ๆ ลองเปลี่ยนมาใช้คำที่ส่งเสริมพฤติกรรมเชิงบวกแทน “วางดินสอเบาๆ ให้ดูหน่อย” “เดินช้าๆ กันนะ”
- อย่าคุยนะ เดี๋ยวโดนหักคะแนน : สำหรับเด็กเล็กไม่เข้าใจความหมายของคะแนน เวลา ตัวเลข หากต้องการให้ห้องเรียนเงียบ ให้นักเรียนกลับมามีสมาธิจดจ่อ ไม่จำเป็นต้องใช้คำพูดอย่างเดียว ใช้เพลง ใช้กิจกรรม ใช้เครื่องมือให้จังหวะช่วยได้
แนวทางอื่นๆ ในการสร้างห้องเรียนปฐมวัยเชิงบวก
- มองเด็กในระดับสายตาเดียวกัน เด็กจะไม่รู้สึกกลัวคุณครู สร้างความใกล้ชิด เหมือนเด็ก ๆ ที่ตัวเท่ากันยืนคุยกัน
- ใช้น้ำเสียงเบาลง เวลาที่อยากให้เด็ก ๆ สนใจมากขึ้น ครูจุ๊ยยกตัวอย่างการที่เด็กๆ ร้องเพลง ทรงอย่างแบด แซดอย่างบ่อยกันแบบสุดเสียง เป็นเพราะเด็กๆ สนุกที่ได้ตะโกนเสียงดัง หากคุณครูอยากให้เด็กๆ ลดเสียงลง ลองใช้วิธีชวนกันร้องเพลงแบบกระซิบ กระตุ้นความสนใจของเด็ก ทำให้เด็กลดโทนเสียงลงมา หรือลองใช้วิธีค่อยๆ ลดเสียงลงเรื่อยๆ 3 ระดับ จนร้องแบบไม่มีเสียง
- ให้ตัวเลือกกับเด็ก ๆ หากเด็กๆ ไม่ยอมหยุดพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ คุณครูอาจใช้วิธีชวนทำอย่างอื่นแทน อาจจะเปิดโอกาสให้เด็กๆ เลือกกิจกรรมใหม่โดยกำหนดให้ทั้งสองตัวเลือกเป็นสิ่งที่คุณครูโอเคทั้งคู่ เช่น “จะไปเล่นรถเข็น หรือฟังนิทานกันดี”
- ตั้งเวลาด้วยสิ่งที่เด็กเล็กเข้าใจ เช่น 1 เพลง การ์ตูน 1 ตอน เกม 1 เกม ไม่ใช่การกำหนดเวลาเป็นชั่วโมง หรือนาที เพราะเด็กๆ ยังไม่เข้าใจแนวคิดของเวลาที่เป็นนามธรรม
- บอกความรู้สึกของคุณครู เมื่อเห็นเด็กๆ กำลังพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ เช่น เมื่อเห็นเด็กๆ กำลังปีนขึ้นที่สูง ลองใช้คำพูดประมาณนี้ “ครูเป็นห่วงหนูจังเลย ลงมาข้างล่างมาหาคุณครูได้ไหม”

ครูจุ๊ยทิ้งท้ายว่า ที่ผ่านมาห้องเรียนไทยเติบโตมากับคำถามแบบใช่ไม่ใช่ จริงไม่จริง ตั้งแต่เด็กจนโต การพูดไม่จบประโยคเพื่อให้เด็กต่อคำ เหลือพื้นที่ให้เด็กตอบน้อยมาก อยากให้คุณครูปฐมวัยใช้ความอดทนรอฟังเด็ก ๆ ให้มากขึ้น เพราะบางครั้งการฟังสำคัญกว่าการพูด บ้างครั้งเด็กอาจจะตอบช้า คิดไม่ออกบ้าง ให้เด็กค่อยๆ ใช้เวลาสะสมคำศัพท์ บางครั้งเราถามไปแล้วใจร้อน ไม่รอ เรายื่นคำตอบไปเลย บอกว่า “อันนี้ใช่ไหม” ทำให้เด็กไม่ได้ใช้ศักยภาพของเขา เพราะเรารีบอยากได้คำตอบ

ชมยังไง เมื่อนักเรียนทำได้ดี
มนุษย์มักมองเห็นด้านลบมากกว่าด้านบวก คุณครูปฐมวัยจึงจำเป็นที่จะต้องฝึกมุมมองที่จะเห็นว่าเด็กทุกคนอยู่ในกระบวนการที่กำลังพัฒนาอยู่ เช่น พัฒนาการเรื่องการตัดสินใจ พัฒนาการด้านการควบคุมร่างกาย เพื่อให้มองเห็นความพยายาม มองเห็นคุณค่าของเด็กทุกคน
- เพิ่มเติมรายละเอียดเข้าไปได้ ว่าสิ่งที่ทำได้ดีคืออะไร “ปั้นดินน้ำมันเป็นลูกกลมๆ เล็กๆ ได้เต็มไปหมดเลย”
- กระบวนการที่เด็กทำ แม้ผลลัพธ์ของการกระทำอาจจะไม่ได้เป็นอย่างใจที่คาดหวังไว้ ให้ชื่นชมไปที่ความพยายาม ชื่นชมที่พฤติกรรม และกระบวนการที่เกิดขึ้น เช่น เด็กพยายามทำงานจนสำเร็จด้วยตัวเอง “ดีมากเลยที่พยายามทำจนสำเร็จด้วยตนเอง คุณครูภูมิใจมากเลย”
ใครลองนำวิธีการไหนไปใช้แล้ว มาเล่าให้เราฟังบ้างน้า