
การจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐานตามโมเดลวงล้อแห่งการเรียนรู้ PBL เพื่อเสริมสร้างทักษะอาชีพของผู้เรียน เป็นนวัตกรรมที่มุ่งพัฒนาการเรียนการสอนโดยเน้นให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติ เพื่อเสริมสร้างทักษะอาชีพให้กับผู้เรียน เสริมสร้างกระบวนการคิดวิเคราะห์ และการทำงานร่วมกับผู้อื่นผ่านกิจกรรมลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ บูรณาการร่วมกับรายวิชาการงานอาชีพ ให้ผู้เรียนได้ตัดสินใจบนพื้นฐานของความสนใจความเป็นไปได้ การนำผลิตผลในท้องถิ่นมาใช้ เพื่อต่อยอดในการสร้างรายได้และสร้างอาชีพให้ตนเองรวมถึงคนในชุมชน
การจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน (Project-Based Learning หรือ PBL) เป็นการจัดการเรียนรู้ที่เน้นการจัดประสบการณ์ในการปฏิบัติงานให้แก่ผู้เรียน เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้มีประสบการณ์ตรง ได้เรียนรู้วิธีการแก้ปัญหา วิธีการหาความรู้ความจริงอย่างมีเหตุผล ได้ทำการทดลอง ได้พิสูจน์สิ่งต่าง ๆ ด้วยตนเอง รู้จักการวางแผนการทำงาน ฝึกการเป็นผู้นำ ผู้ตาม ตลอดจนได้พัฒนากระบวนการคิด โดยเฉพาะการคิดขั้นสูง และการประเมินตนเอง โดยมีครูเป็นผู้กระตุ้น เพื่อนำความสนใจที่เกิดจากตัวผู้เรียนมาใช้ในการทำกิจกรรมค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเอง นำไปสู่ความรู้ที่ได้จากการลงมือปฏิบัติ การฟัง และการสังเกตจากผู้รู้ และได้ผลการจัดกิจกรรมเป็นผลงานแบบรูปธรรมและเน้นการเรียนรู้ที่ให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์ชีวิตขณะที่เรียน ได้พัฒนาทักษะต่าง ๆ ซึ่งการจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน ถือได้ว่าเป็นการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เนื่องจากผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติเพื่อฝึกทักษะต่าง ๆ ด้วยตนเองทุกขั้นตอน โดยมีครูเป็นผู้ให้การส่งเสริมสนับสนุน
ครูผู้สอนได้ตระหนักในความสำคัญของการจัดการเรียนรู้โดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ จึงได้จัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning ตามโมเดลวงล้อแห่งการเรียนรู้แบบ PBL ในกรอบแนวคิด LIVES Model เพื่อที่จะพัฒนาผู้เรียนให้เรียนรู้ด้วยการลงมือปฏิบัติจริง เน้นการลงมือทำ เสริมสร้างกระบวนการคิดวิเคราะห์และการแก้ปัญหา การทำงานร่วมกับผู้อื่น โดยคำนึงถึงการพัฒนาทักษะการทำงาน เพื่อเสริมสร้างทักษะอาชีพด้วยการแปรรูปอาหารเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่หลากหลายให้ผู้เรียนได้ตัดสินใจบนพื้นฐานของความสนใจ การนำผลผลิตในท้องถิ่นมาใช้ เพื่อต่อยอดในการสร้างรายได้และสร้างอาชีพให้ตนเองรวมถึงคนในชุมชนได้ บนหลักทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงด้วยการทำงานกลุ่มแบบร่วมมือ มีการวางแผนการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบโดยการแสวงหาความรู้จากแหล่งต่าง ๆ จากภูมิปัญญาท้องถิ่นและปราชญ์ชาวบ้าน และนำมาปฏิบัติจริงด้วยตนเองและสามารถสรุปองค์ความรู้ที่ได้
วิธีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐานตามโมเดลวงล้อแห่งการเรียนรู้แบบ PBL เป็นรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน (Project-Based Learning: PBL) ซึ่งโมเดลนี้เป็นการเรียนรู้ที่ทำให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติจริง ร่วมมือกันทำเป็นทีม วงล้อแห่งการเรียนรู้ (PBL Cycle) ประกอบด้วยขั้น Define, Plan, Do, Review, และ Presentation มีขั้นตอนการดำเนินการ ดังนี้

ขั้นตอนที่ 1 Define (ขั้นกําหนดปัญหาและวิเคราะห์ปัญหา) คือ ขั้นตอนการระบุปัญหาขอบข่าย ประเด็นที่จะทำโครงงาน เป็นการสร้างความเข้าใจระหว่างสมาชิกของทีมงานร่วมกับครู เกี่ยวกับ คำถาม ประเด็นปัญหา ความท้าทาย และผลการเรียนรู้จากโครงงานคืออะไร ซึ่งก่อนที่จะระบุประเด็นปัญหาได้นั้นผู้เรียนจะต้องวิเคราะห์ถึงสิ่งที่สมาชิกในกลุ่มสนใจที่จะทำร่วมกัน และมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับสิ่งนั้น ๆ เพื่อที่จะสามารถนําไปปรับให้เข้ากับองค์ความรู้เดิมและเปลี่ยนแปลงความคิดให้เป็นองค์ความรู้ใหม่ เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ ครูสามารถใช้เทคนิคการตั้งคําถามด้วยหลัก 5W1H เมื่อเกิดปัญหาหรือความต้องการ และเทคนิคผังก้างปลา (Fishbone diagram) ในการวิเคราะห์สาเหตุของปัญหา
ขั้นตอนที่ 2 Plan (ขั้นวางแผน) คือ การวางแผนการทำงาน การจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน (PBL) เพื่อให้เกิดองค์ความรู้และนวัตกรรม จากประเด็นความสนใจที่กําหนดขึ้นด้วยตนเอง สามารถระบุประเด็นปัญหา ตั้งชื่อเรื่อง กําหนดวัตถุประสงค์ ขอบเขตของโครงงาน ทฤษฎี เทคนิคที่เกี่ยวข้อง แผนปฏิบัติงาน รวมทั้งเตรียมเครื่องมืออำนวยความสะดวกในการทำโครงงานของตนเอง สมาชิกในกลุ่มต้องวางแผนงาน แบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบ ประชุมภายในกลุ่ม ระดมความคิด แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น แลกเปลี่ยนคําถาม
ขั้นตอนที่ 3 Do (ขั้นลงมือทำ) คือ การลงมือปฏิบัติจริง ผู้เรียนจะได้ฝึกฝนทักษะต่าง ๆ ทั้งทักษะการทำงาน ทักษะอาชีพ และทักษะการทำงานเป็นกลุ่ม และในขั้นลงมือปฏิบัตินี้ ผู้เรียนจะได้พบกับอุปสรรคและปัญหาที่ไม่คาดคิด ความผิดพลาดที่เกิดจากการทำงาน ซึ่งจะทำให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ทักษะในการแก้ปัญหา การประสานงาน การทำงานร่วมกันเป็นทีม การจัดการความขัดแย้ง ทักษะในการทำงานภายใต้ทรัพยากรจำกัด ทักษะในการค้นหาความรู้เพิ่มเติม ทักษะในการทำงานในสภาพที่ทีมงานมีความแตกต่างหลากหลาย ทักษะการทำงานในสภาพกดดัน ทักษะในการบันทึกผลงาน ทักษะในการวิเคราะห์ และแลกเปลี่ยนข้อวิเคราะห์กับเพื่อนร่วมทีม เป็นต้น
ขั้นตอนที่ 4 Review (ขั้นทบทวนและสรุปผล) คือ การตรวจสอบผลงานหรือชิ้นงานที่สร้างขึ้นว่าสามารถทำงานหรือใช้ในการแก้ปัญหาหรือสนองความต้องการได้หรือไม่ มีข้อบกพร่องอย่างไร และควรปรับปรุงแก้ไขในส่วนใด ควรปรับปรุงแก้ไขอย่างไร แล้วจึงดำเนินการปรับปรุงแก้ไขในส่วนนั้นจนได้ชิ้นงานที่สอดคล้องตามรูปแบบที่ออกแบบไว้ ในขั้นนี้ ผู้เรียนจะได้ทบทวนการเรียนรู้ ว่าโครงงานได้ผลตามความมุ่งหมายหรือไม่ รวมถึงทบทวนว่างานหรือกิจกรรมแต่ละขั้นตอนได้ให้บทเรียนอะไรบ้าง ทั้งขั้นตอนที่เป็นความสำเร็จและความล้มเหลว เพื่อนำมาทำความเข้าใจ และกำหนดวิธีทำงานใหม่ที่ถูกต้องเหมาะสม โดยแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างผู้เรียนด้วยกัน
ขั้นตอนที่ 5 Presentation (ขั้นนําเสนอ) คือ การนําเสนอข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับชิ้นงานหรือวิธีการที่สร้างขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาหรือสนองความต้องการ ซึ่งการนําเสนอผลงานควรอธิบายให้เข้าใจอย่างชัดเจน กระชับ และตรงประเด็น สามารถนําเสนอในรูปแบบต่าง ๆ ได้ เช่น การเขียนบรรยายในรูปรายงาน การนําเสนอหน้าชั้นเรียน อาจมีการใช้สื่อ ชิ้นงาน แผนภาพ ร่วมกับการบรรยาย หรืออาจสร้างนวัตกรรมในการนําเสนอ เพื่อสื่อความหมายให้ผู้รับฟังได้เข้าใจโครงงานที่ผู้เรียนจัดทำขึ้น รวมถึงการนำเสนอผลงานต่อสาธารณะ เช่น การแสดงผลงานผ่านเว็บไซต์ การประกวดแข่งขัน เพื่อประเมินผลงานของตนเองในระดับที่สูงขึ้น รวมถึงส่งเสริมความกล้าแสดงออกและความภาคภูมิใจให้กับผู้เรียนต่อผลงานที่ได้สร้างสรรค์ขึ้น
นอกจากการจัดการเรียนรู้ตามโมเดลวงล้อแห่งการเรียนรู้ PBL แล้ว ยังนำแนวคิด LIVES Model มาใช้อีกด้วย ซึ่งคำว่า LIVES พ้องรูปและพ้องเสียงกับคำว่า “lives” ที่หมายถึง ดำรงชีวิต และ “lives” ที่หมายถึง ชีวิต (พหูพจน์) ผู้จัดทำจึงต้องการสื่อสารแนวคิดนี้ให้ผู้เรียนนำไปใช้ในการเรียน การสร้างอาชีพ เพื่อเป็นประโยชน์ในการดำรงชีวิตของทั้งตัวผู้เรียนเอง และผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยบูรณาการเนื้อหาการเรียนการสอนเข้ากับวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อส่งเสริมสมรรถนะผู้เรียนให้เกิดทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 และเกิดความหวงแหน รวมถึงมีความภาคภูมิใจในความเป็นไทย ซึ่งแนวคิดนี้ผู้เรียนจะได้นำมาใช้ในขั้นตอนที่ 1 ในการทำโครงงาน คือ ขั้นกําหนดปัญหาและวิเคราะห์ปัญหา (Define) เนื่องจากเป็นประเด็นปัญหาที่ผู้เรียนต้องคำนึงถึงก่อนการระบุสิ่งที่จะนำมาทำผลงานหรือชิ้นงาน โดย LIVES Model นี้จะเป็นการนำผลผลิตหรือสิ่งที่มีอยู่ในท้องถิ่นมาแปรรูปให้เกิดผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายมากขึ้น เป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตนั้น ๆ นอกจากสามารถสร้างรายได้ระหว่างเรียนให้แก่ผู้เรียนแล้ว ยังเป็นการสนับสนุนและเผยแพร่แนวคิดการแปรรูปในการนำไปต่อยอดแก่คนในชุมชนอีกทางหนึ่ง โดย LIVES Model ประกอบด้วยประเด็นแนวคิด ดังนี้

1. Local Ingredients (ผลผลิตในท้องถิ่น) คือ ผู้เรียนจะต้องร่วมกันค้นหาผัก ผลไม้ ผลผลิต หรือวัตถุดิบที่มีอยู่ในท้องถิ่น เพื่อเป็นการสนับสนุนและใช้สิ่งมีอยู่แล้วให้เกิดประโยชน์มากขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นการกระจายรายได้หรือสร้างอาชีพให้กับคนในชุมชนได้อีกด้วย โดยผู้เรียนต้องระดมความคิด นำเสนอสิ่งที่ตนเองรู้จักต่อเพื่อนร่วมกลุ่ม เพื่อเลือกสิ่งที่สมาชิกในกลุ่มสนใจร่วมกันมากที่สุดในขั้น Interested & Interesting ต่อไป
2. Interested & Interesting (มีความสนใจและน่าสนใจ) คือ เมื่อผู้เรียนได้นำเสนอสิ่งที่จะนำมาแปรรูปได้จำนวนหนึ่งแล้ว สมาชิกในกลุ่มจะร่วมกันตัดสินใจเลือกวัตถุดิบตั้งต้นเพียง 1 อย่างร่วมกัน ซึ่งการตัดสินใจจะอยู่บนพื้นฐานของความสนใจที่อยากจะทำสิ่งนั้นของผู้เรียนเอง และสิ่งนั้นจะต้องมีความน่าสนใจ เช่น แปลกใหม่ โดดเด่น หรือผู้เรียนอาจเล็งเห็นแนวทางในการนำไปแปรรูปต่อเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ แล้วทำให้สิ่งนั้นน่าสนใจมากยิ่งขึ้น
3. Value (เพิ่มมูลค่าได้) คือ ผลผลิตที่ผู้เรียนเลือกมานั้นเป็นสิ่งที่มีในท้องถิ่น อาจไม่มีราคา หรือมีราคาไม่สูง เนื่องจากเป็นผลผลิตที่มีจำนวนมาก และผู้คนไม่นิยมนำไปซื้อขายหรือบริโภค เพราะมีทางเลือกในการนำไปบริโภคได้น้อย แต่เมื่อนำผลผลิตนั้นไปแปรรูปอาหารเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ให้มีทางเลือกในการบริโภคที่เหมาะสำหรับคนทุกเพศทุกวัยมากขึ้น ทำให้ผลผลิตดังกล่าวมีมูลค่าเพิ่มขึ้น และเพิ่มมูลค่าให้แก่ผลิตภัณฑ์ได้
4. Easy to find (หาได้ง่าย) คือ หลักการสำคัญที่ต้องคำนึงถึงอีกประการ คือ ผลผลิตที่ผู้เรียนเลือกมานั้น สามารถหาได้ง่าย มีจำนวนเพียงพอต่อการนำมาทดลองใช้ หรือนำมาใช้แปรรูปหรือไม่ ซึ่งสามารถวิเคราะห์จากฤดูกาลของผลผลิตนั้น ๆ ว่ามีตลอดปีหรือไม่ หรือให้ผลผลิตในฤดูใด เพราะผักและผลไม้บางอย่างจะมีมากจนล้นตลาดในฤดูกาลหนึ่ง ทำให้ราคาถูกและไม่สามารถเก็บในสภาพธรรมชาติได้ เพราะผลไม้จะสุกงอมและเน่าเสีย ทำให้ผู้เรียนต้องวางแผนในการนำไปแปรรูปในช่วงฤดูกาลนั้น ๆ เพื่อให้เกิดความแตกต่างในการเลือกซื้อของผู้บริโภค อีกทั้งยังสามารถนำไปขายนอกฤดูกาลที่ไม่มีผักและผลไม้ชนิดนั้น ๆ ได้ด้วย
5. Sufficiency Economy (เศรษฐกิจพอเพียง) คือ การดำเนินงานแต่ละขั้นตอนมุ่งเน้นให้ผู้เรียนพยายามดำเนินงานภายใต้ขอบเขต ข้อจำกัดของทุน หรือทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ผู้เรียนจะต้องยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง หมายถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึงความจำเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควร ต่อผลกระทบใด ๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายในและภายนอก ทั้งนี้ จะต้องอาศัยความรอบรู้ ความรอบคอบ และความระมัดระวังอย่างยิ่งในการนำหลักวิชาการต่าง ๆ มาใช้ในการวางแผนและการดำเนินการทุกขั้นตอน และขณะเดียวกัน จะต้องเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจให้มีคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริตและให้มีความรอบรู้ที่เหมาะสม ดำเนินชีวิตด้วยความอดทน ความเพียร มีสติปัญญาและความรอบคอบ เพื่อให้สมดุลและพร้อมต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านวัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมจากโลกภายนอก
1) ช่วยส่งเสริมและกระตุ้นให้ผู้เรียนมีความสนใจ เห็นคุณค่า และมีความตระหนักในการนำผลิตผลในท้องถิ่นมาใช้ให้เกิดประโยชน์
2) ผู้เรียนได้ฝึกทักษะการปฏิบัติงาน ทักษะด้านอาชีพ และสร้างรายได้จากการทำการแปรรูปอาหาร
3) ผู้เรียนสามารถนำแนวคิดไปต่อยอดให้เกิดความหลากหลายมากยิ่งขึ้นได้
4) ช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความรับผิดชอบในงานที่ตนเองได้รับมอบหมาย มีทักษะใน การแสวงหาความรู้จากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ได้พัฒนาทักษะทางสังคม ทักษะการดำรงชีวิต และทักษะด้านการทำงานเป็นทีม สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้
5) ช่วยพัฒนาความสามารถของผู้เรียนในการใช้ทักษะและกระบวนการแก้ปัญหานำไปใช้แก้ปัญหาในชีวิตจริงอย่างมีระบบเป็นขั้นตอน
6) ช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนได้แสดงออกโดยใช้ความรู้ความสามารถในการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ และได้พัฒนาความคิดสร้างสรรค์
สามารถนำแนวคิดและกระบวนการจัดการเรียนรู้นี้ไปต่อยอดและบูรณาการในรายวิชาอื่น ๆ ได้
แสดงความเห็นกับสมาชิกใน insKru
เก็บไอเดียไว้อ่าน และอีกมากมาย
ได้แรงบันดาลใจเต็มๆ เลยใช่มั้ย?
บันทึกแรงบันดาลใจที่ได้รับเก็บไว้ไม่มีลืมผ่านการเขียนไอเดียเลย!